พุทธน้ำบุตรบานสพรั่ง ร่วมรำลึกแหม่ม

 
                เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา กองทุนอาจารย์ เยเนวีฟ คอลฟิลด์ เพื่อการศึกษาและส่งเสริมคุณภาพสังคมไทย จัดงานวันรำลึกอาจารย์เยเนวีฟ คอลฟีลด์ขึ้น ณ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ เพื่อประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติของอาจารย์ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนแม่พระในดวงใจของคนตาบอดไทยทั้งประเทศ 
 
 
                ร่วมมิสซาเช้าตรู่ พ่อชาร์ลประกอบพิธี 
 
                ในเวลา 08.00 น. บาทหลวงชาร์ล เวร์ลาโด เริ่มพิธีกรรมทางคริสต์ศาสนา (มิสซา) โดยมีคนตาบอดและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมอย่างหนาแน่น ในขณะที่กำลังประกอบพิธีนั้นบาทหลวงชาร์ลได้กล่าวสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชิดชูคุณงามความดีของอาจารย์เยเนวีฟ คอลฟิลด์ ส่วนผู้เข้าร่วมต่างพร้อมใจร่วมร้องเพลงสดุดีอาจารญ์เยเนวีฟ คอลฟิลด์กันอย่างพร้อมเพรียง 
 
 
                รองเลขา สพถ. เปิดงาน กล่าวชมผู้จัดงานสดุดีผู้มีพระคุณ 
 
                ในเวลา 09.30 น. ดร. สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพถ. เปิดงานวันรำลึกอาจารย์เยเนวีฟ คอลฟิลด์ โดยกล่าวขณะเปิดงานว่า “เป็นเรื่องดีที่มีการจัดงานในวันนี้ เนื่องจากอาจารย์เยเนวีฟ คอลฟิลด์นั้นถือได้ว่าเป็นบุคคลสาธารณะที่สำคัญยิ่ง ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติ แม้ว่าท่านจะเป็นคนตาบอด มิหนำซ้ำยังเป็นผู้หญิงอีกต่างหาก ท่านเป็นแม่พระโดยแท้ ท่านฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆนานาเพื่อคนอื่น”
 
“และไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนั่นก็คือ การที่คนตาบอดไทยซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการบากบั่นของท่านได้มีการจัดงานวันรำลึกนี้ขึ้น ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า คนตาบอดไทยหาได้ลืมพระคุณของท่านเลย” รองเลขาธิการสำนักการศึกษาขั้นพื้นฐานกล่าว 
 
                นอกจากนี้ ประธานในพิธียังได้กล่าวตอนท้ายอีกว่า หากคนตาบอดไทยสามารถทำตามปณิธานของอาจารย์เยเนวีฟ คอลฟิลด์ได้ทั้งหมดแล้วนั้น เชื่อแน่ว่าสิทธิอันทัดเทียมในการดำรงชีวิตต่างๆ ซึ่งเป็นความหวังสูงสุดของคนตาบอดทุกคนก็จะสำเร็จได้ไม่ยาก 
 
 
                ร่วมประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา 
 
                ในเวลา 10.30 น. พระสงฆ์จำนวน 9 รูป สวดพุทธมนต์เจริญภาวนา เพื่ออุทิตส่วนกุศลแด่ดวงวินญานอันประเสริฐของอาจารย์เยเนวีฟ คอลฟิลด์ และเพื่อความสิริมงคลของผู้เข้าร่วมงาน 
 
 
                ร่วมรับประทานอาหารฟรี พร้อมชมดนตรีจากวงไดมอน 
 
                ในเวลา 12.00 น. ผู้ร่วมงานรับประทานอาหารที่ผู้จัดงานเตรียมไว้ โดยแต่ละคนจะได้รับบัตรรับประทานอาหาร 3 ใบ และบัตรรับเครื่องดื่ม 3 ใบ  อาหารและเครื่องดื่ม เช่น ก๋วยเตี๋ยวขั้วไก่ ข้าวเหนียวส้มตำ ผัดไทย กระเพาะปลา ไก่ย่าง กาแฟ น้ำหวาน น้ำอัดลม ฯลฯ
 
                ขณะเดียวกัน วงดนตรีไดมอนซึ่งเป็นวงดนตรีคนตาบอดที่มีชื่อเสียงเป็นอันมากได้แสดงฝีมือการเล่นดนตรีสากลแก่ผู้เข้าร่วม โดยนำเสนอบทเพลงในทุกแนวที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน หลังจากที่หมดช่วงเวลาของการบันเลงแล้ว ผู้รับชมต่างแสดงความเสียดายกันไปตามๆ กัน และจากนั้นเป็นการแสดงศิลปะพินแก้ว โดย นายวีรพงษ์ ทวีศักดิ์ ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมได้มากเช่นกัน
 
 
                เสวนา หัวข้อ “จากหลุยส์ เบรลล์ สู่ อาจารย์เยเนวีฟคอลฟิลด์ บทเรียนการต่อสู้และมรดกแห่งอุดมการณ์ต่อคนตาบอดไทย” 
 
                อาจารย์วิรัช ศรีตุลานนท์ ประธานมูลนิธิคนตาบอดไทย กล่าวในการเสวนาว่า “หลุยส์ เบรลล์ เป็นคนตาบอดที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก เขาพยายามสร้างการเรียนรู้ผ่านตัวอักษรของคนตาบอดให้มีอัฐประโยชน์ไม่แพ้อักษรของคนตาดี เขาต้องบากบั่นฟันฝ่าอุปสรรคต่อทัศนคติไม่ดีเกี่ยวกับคนตาบอดมากมาย เนื่องจากในขณะนั้นอรรตลักษณ์ของคนตาบอดไม่ต่างอะไรกับโต๊ะเก้าอี้ที่พูดได้ ไม่มีค่าอะไร แต่หลังจากท่านได้ประดิษฐ์ตัวอักษรแห่งการเรียนรู้ของคนตาบอดขึ้นได้แล้ว คนในสังคมก็ให้การยอมรับท่านและเพื่อนคนตาบอดมากขึ้น” 
 
                นอกจากนี้ ประธานมูลนิธิคนตาบอดไทยยังกล่าวอีกว่า หลุยเบรลล์นั้นเป็นบุคคลตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชตา ด้วยความมานะพยายามของท่านทำให้คนตาบอดทั่วโลกสามารถมีจุดยืนในสังคมเดียวกับคนทั่วไปได้ เพราะฉะนั้น หากคนตาบอดมีความพยายามเช่นเดียวกับท่านก็เชื่อได้แน่ว่าจะสามารถสร้างความสุขในชีวิตได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามเพียงแค่นั้นยังไม่พอ คนตาบอดต้องรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างพลังให้สังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญในชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม 
 
                อาจารย์วิมล อ่องอัมพร อาจารย์พิเศษโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ กล่าวในการเสวนาว่า “หลุยส์เบรลล์กับอาจารย์เยเนวีฟคอลฟิลด์นั้นจะว่าไปแล้วมีอะไรคล้ายกันหลายอย่าง เช่น ตาบอดจากอุบัติเหตุในวัยเด็กเหมือนกัน เมื่ออายุ 17 ต่างสร้างประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติเหมือนกัน ต้องฝ่าฟันอุปสรรคความยากลำบากจากการกีดกันทางสังคมเหมือนกัน  หลุยส์เบรลล์นั้นเทียบได้กับนักประดิษฐ์ของโลกซึ่งอาจจะมีความห่างใกลกับเรา แต่อาจารย์คอลฟิลด์นั้นเปรียบเสมือนญาติคนหนึ่งของเราเลยก็ว่าได้ เพราะท่านมีความห่วงใย มีความปรารถนาดีต่อเราไม่ต่างกับพ่อแม่พี่น้องของเรา ท่านสร้างประโยชน์ให้คนตาบอดไทยเราด้วยความรักจริงๆ
ที่สำคัญเราต้องเรียกท่านว่า อาจารย์คุณหญิงเยเนวีฟ คอลฟิลด์ เพราะท่านได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (จ.ม.) ” 
 
                นอกจากนี้ อาจารย์ตาบอดผู้ซึ่งเคยทำงานกับสถานทูตอเมริกันยังกล่าวอีกว่า ปรัชญาของโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อาจารย์เยเนวีฟ คอลฟิลด์ได้สร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของท่านและผู้ช่วยเหลือนั้น แท้จริงแล้ว คือ การช่วยเหลือตนเองให้ได้ จากนั้นให้ไปช่วยเหลือครอบครัว หากสำเร็จแล้วก็ให้ช่วยชุมชน ถ้าคนตาบอดสามารถทำได้ดังที่ท่านอาจารย์เยเนวีฟคอลฟิลด์สอน คนตาบอดก็จะประสบกับความสำเร็จอย่างแน่นอน 
 
                อาจารย์มณเทียร บุญตัน สมาชิกวุธิสภา และนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวในการเสวนาว่า “คนตาบอดจำเป็นต้องตระหนักในคุณงามความดีของทั้งหลุยส์เบรลล์และอาจารย์เยเนวีฟคอลฟิลด์ เนื่องจากทั้งสองท่านนี้เป็นผู้มีคุณูประการสูงสุดต่อคนตาบอด ท่านได้ขจัดความไม่รู้ให้พ้นไปจากคนตาบอด
การประดิษฐ์อักษรเบรลล์ของหลุยส์เบรลล์นั้นเปรียบเสมือนการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ของมวลพลังงานในอวกาศ (big bang) ซึ่งส่งผลให้เกิดสิ่งต่างๆ มากมาย ส่วนการนำอักษรเบรลล์มาสู่คนตาบอดไทยของอาจารย์เยเนวีฟ คอลฟิลด์นั้นเปรียบเสมือนการนำต้นไม้วิเศษที่งอกงามในต่างแดนมาแบ่งปันแก่เพื่อนมนุษย์ผู้ทุกข์ร้อนเช่นเดียวกับตนเองในอดีต นับได้ว่าท่านเป็นผู้มีจิตใจงดงามยากหาใครมาเปรียบฯ 
 
                นอกจากนี้ อาจารมณเทียรยังกล่าวในการเสวนาอีกว่า รหัสที่อาจารย์เยเนวีฟ คอลฟิลด์ต้องการส่งมายังคนตาบอดก่อนสิ้นใจ สามารถถอดได้เป็น 2 ประการ คือ
ประการแรก เมื่อคนตาบอดคนใดรู้อะไรแล้วต้องบอกต่อแก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นได้นำสิ่งเหล่านั้นไปก่อประโยชน์ต่อไป
และประการที่สอง คนตาบอดแต่ละคนนั้นเปรียบเสมือนน้ำอันน้อยนิดที่ไม่มีวันที่จะเอาชนะไฟแห่งเวทนานิยมอันแรงกล้าของคนทั้งหลายในสังคมได้ ดังนั้นคนตาบอดต้องรวมกลุ่มกันเพื่อช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ร่วมกัน 
 
 
                ปิดงาน ร่วมร้องเพลงสดุดีคุณหญิงคอลฟิลด์ 
 
                ในเวลา 16.00 น. นายมณเทียร บุญตัน สมาชิกวุธิสภา และนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวปิดงาน โดยตอนท้ายมีการร่วมร้องเพลงสดุดีอาจารย์คุณหญิงเยเนวีฟ คอลฟิลด์ ซึ่งเปรียบเสมือนแม่พระในดวงใจของคนตาบอดไทย โดยมีวงดนตรีไดมอนบรรเลงดนตรีประกอบ 
 
                จากนั้นเป็นการแสดงดนตรีของวงไดมอนจนถึงเวลา 17.00 น. และผู้ร่วมงานกว่า 4 ร้อยคนก็ได้แยกย้ายกันออกจากสถานที่จัดงาน 
 
 
                อย่างไรก็ดี ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการมากมาย อาทิ การเรียนการสอนของคนตาบอด การนวดแผนไทย การทำนายดวงชตา ฯลฯ